เรียกได้ว่าเป็นวาระแฟชั่นแห่งชาติอย่างแท้จริง สำหรับการกลับมาของ“The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ที่เปิดตัวแรงขึ้นแท่นภาพยนตร์เปิดตัวอันดับ 1 ในไทย โดยเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดทำเงินวันแรกสูงสุดของปี 2026 ในประเทศไทย พร้อมกวาดรายได้สุดสัปดาห์แรกมุ่งสู่ 50 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสตอบรับล้นหลามจากผู้ชมที่ยกให้เป็นมากกว่าหนังแฟชั่น แต่คือหนังฟีลกู๊ด ฮีลใจแห่งปี ที่สะท้อนชีวิตวัยทำงานยุคใหม่ได้อย่างเฉียบคม ทันโลก ทันสมัย และถึงจะไม่ใช่สายแฟ ก็ยังเอ็นจอยได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ส่งให้คว้าคะแนนบน Rotten Tomatoes ได้สูงทั้งฝั่งผู้ชมและนักวิจารณ์ โดยทำคะแนน Popcornmeter ฝั่งผู้ชมที่ 86% ส่วน Tomatometer ของนักวิจารณ์ได้ไปที่ 78% (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569).
ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำให้จักรวาล RUNWAY กลับมาสะกดทุกสายตาอีกครั้ง คือลุคอันทรงพลังของเหล่าตัวละครระดับไอคอน ที่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่สวย แต่สื่อความหมายมากกว่าที่เคย ภายใต้การออกแบบของ Molly Rogers คอสตูมดีไซเนอร์มือทอง ที่เคยร่วมงานกับ Patricia Field ดีไซเนอร์ระดับตำนาน ในฐานะพาร์ตเนอร์ด้านความคิดสร้างสรรค์ในภาพยนตร์และซีรีส์ระดับไอคอนมาแล้วหลายเรื่อง โดยเป้าหมายของเธอในการสร้างสรรค์ลุคของเหล่าไอคอนในเรื่องนี้คือ การสืบทอดมรดกของภาพยนตร์ภาคแรก ด้วยการสร้างลุคที่เหนือกาลเวลา “เสื้อผ้าทุกชิ้นต้องไม่ผูกติดอยู่กับเทรนด์ ฉันเลยต้องตัดใจจากหลายไอเท็มที่รู้ว่าจะไม่สามารถยืนระยะได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า” เธอกล่าว
เริ่มที่ลุคของ Andy Sachs ที่ Rogers เน้นให้เป็น Feminine Menswear โดยมีชิ้นเด่นเป็นเสื้อกั๊ก เบลเซอร์เนื้อผ้านุ่ม และเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อเบลาส์ที่จับคู่กับกางเกงเอวสูง ซึ่งคอสตูมดีไซเนอร์อธิบายสไตล์ของ Andy Sachs ว่า ในฐานะนักข่าว เครื่องแต่งกายของตัวละครนี้ต้องดูเหมือนผ่านการใช้งานจริง มีชีวิต มีเรื่องราว โดยผสมผสานไอเท็มวินเทจกับของใหม่ “Andy เป็นคนที่เดินทางไปทั่วโลก ดังนั้นแนวคิดคือ เวลาเธอไปทำงานในที่ต่าง ๆ จะซื้อเสื้อผ้าจากร้าน Consignment หรือร้านวินเทจติดตัวกลับมา เธอเป็นคนฉลาด ไม่ได้มองข้ามเรื่องแฟชั่น และเธอก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากช่วงเวลาที่อยู่ที่ Runway” Rogers อธิบาย ก่อนเผยว่าในเรื่องนี้ Anne Hathaway มีการเปลี่ยนชุดมากถึง 47 ลุค และมีลุคเด่นที่เธอชอบคือ


- The Last Supper in Milan: กางเกงกำมะหยี่สีดำสไตล์ menswear พร้อมสายเอี๊ยมลายทางประดับลูกปัด จากคอลเลกชัน Fall 2024 ของ Armani Privé จับคู่กับเครื่องประดับจากดีไซเนอร์ชาวกรีกที่ Rogers ชื่นชอบ Nikos Koulis
- Andy’s press award outfit: เบลเซอร์จาก Dolce & Gabbana, กางเกงผ้าวูลลายทางจาก Loewe, เสื้อผ้าไหมผสมอีลาสเทนจาก Romeo Gigli, สร้อยคอทองคำแบบ toggle จาก Jemma Wynne, สร้อยไข่มุกจาก Tamushka ที่ปรับแต่งโดย James Banks และกระเป๋า Coach messenger bag ซึ่งกลายเป็นไอเท็มประจำตัวสำคัญของตัวละคร
- Meeting Emily at Dior: เสื้อกั๊กและกางเกงเซ็ตเดียวกันจาก Jean Paul Gaultier (archival), รองเท้าบู๊ตจาก Saint Laurent, แหวนมาลาไคต์จาก Tarin Thomas และกระเป๋า Coach messenger bag ใบเดิม
- เสื้อผ้าไหมจาก Tom Ford, กางเกง palazzo จาก Valentino, แจ็กเก็ตจาก Louis Vuitton, รองเท้าบู๊ตจาก Aquazzura, กระเป๋าทรงกล่องโลหะจาก Dellaluna, แว่นกันแดด Chanel และต่างหูจาก Jemma Wynne ซึ่งสวมในฉากเผชิญหน้ากันในห้องพักโรงแรมที่ Milan
- In Milan: ชุดสองชิ้น boucle ที่โดดเด่น ประกอบด้วยเสื้อและกระโปรง พร้อมเข็มขัด และกระเป๋า quilted แบบสามชิ้น ทั้งหมดจาก Chanel
- Andy’s Hamptons dress: เดรสจาก Gabriela Hearst จับคู่กับรองเท้า Chloé, กระเป๋า tote จาก Fendi และหมวก bucket จาก Amor Y Mezcal
- Irv’s birthday party: เดรสสีฟ้าแวววาวจาก Paco Rabanne พร้อมรองเท้าส้นสูงจาก Rene Caovilla, กระเป๋า Rabanne และเครื่องประดับจาก Fred Leighton, Jemma Wynne และ Sophie Blake


สำหรับ Miranda Priestly บรรณาธิการสุดเฉียบ Rogers ต้องการให้ silhouette หลักของเธอทำหน้าที่เป็นยูนิฟอร์ม โดยเล่าว่า “เราศึกษาคนอย่าง Karl Lagerfeld ที่มีลุคประจำตัวชัดเจน ซึ่งในภาคแรกจะเห็นว่าสำหรับ Miranda มีแจ็กเก็ตสั้นและกระโปรงทรงดินสอ ซึ่งกลายเป็น roadmap สำหรับภาคนี้” และเธอยังเล่าอีกว่า Meryl Streep มีส่วนร่วมอย่างมากในการออกแบบลุคของตัวละคร และยังเป็นผู้เลือกไอเท็มหนึ่งด้วยตัวเอง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดของภาพยนตร์ในแง่ High-Low Fashion นั่นก็คือต่างหูห่วงสีเงินจากร้านยา CVS โดย Rogers เล่าว่า “Meryl มาฟิตติ้งครั้งแรก แล้วหยิบต่างหูห่วงเงินคู่ที่ขนาดพอดีออกมาจากกระเป๋า ซึ่งเป็นอะไรที่เราหามานานมาก เพราะต้องไม่ดึงความสนใจออกจากวิก แต่ก็ต้องไม่เล็กจนหายไป ที่สำคัญคือ Miranda จะไม่ใส่ต่างหูที่ดูอ่อนแอแน่นอน และเราก็มีเพียงคู่เดียวที่ Meryl ซื้อมา เลยกลัวมากว่าจะทำหาย”
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ Meryl Streep มีการเปลี่ยนชุดประมาณ 28 ลุค โดยไฮไลต์ที่ Rogers ยกให้เป็นที่สุดคือ
- ฉากแรกที่ออฟฟิศ Miranda สวมแจ็กเก็ตและกระโปรงสีเทาจาก Sa Su Phi, รองเท้าจาก DeiMille, กระเป๋าสีครีมจาก Pinel et Pinel, สร้อยข้อมือและสร้อยคอจาก Briony Raymond และต่างหูจาก CVS
- มีเพียงสองลุคในภาพยนตร์ที่เป็น Custom-Made และแน่นอนว่า Miranda เป็นผู้สวมหนึ่งในนั้น ในงานกาล่าของ Runway โดย Pierpaolo Piccioli ซึ่งเพิ่งเข้าร่วม Balenciaga ได้ออกแบบเดรสบอลสีแดงแบบ One-of-A-Kind ให้กับ Streep
- ฉากประชุมกับที่ปรึกษา Miranda สวมแจ็กเก็ต Dries Van Noten แบบมีพู่ ซึ่ง Rogers บอกว่าเป็น “Spiritual Bookend” ของแจ็กเก็ตปักเลื่อมในภาคแรก จับคู่กับเสื้อ Libertine สีลาเวนเดอร์, กระโปรง Gabriela Hearst และรองเท้า Gucci
- ใน Milan กับฉากที่ Streep ต้องสวม Armani เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้ดีไซเนอร์ระดับตำนานที่เสียชีวิตระหว่างการถ่ายทำ
- และฉาก Last Supper Museum ที่เธอสวม Armani Privé jeweled evening duster พร้อมเสื้อ Oud, กางเกง Carolina Herrera และรองเท้า YSL



ในภาคต่อนี้ Emily Charlton กลับมาพร้อมความจัดจ้านแบบเต็มพิกัด และครั้งนี้ไม่มีคำว่า “Too Much” สำหรับเธอ โดย Rogers เผยว่า Emily เป็นตัวละครที่ทีมช็อปปิ้งทุกคนอยากแต่งตัวให้มากที่สุด เพราะสามารถเล่นให้สุดได้อย่างเต็มที่ ทั้งในแง่ของความจัดจ้านและความ Edgy “เสื้อผ้าทั้งหมดของ Emily ในภาพยนตร์ภาคแรกมาจาก Century 21 แต่ในเรื่องนี้ ทุกแบรนด์ต่างก็อยากเสนอเสื้อผ้าให้เธอสวมใส่” โดยลุคโปรดสำหรับ Rogers คือ
- สูทลาย houndstooth ออกแบบโดย Jonathan Anderson สำหรับ Dior สวมทับด้วยเคปจาก Zimmermann และรองเท้าบู๊ต Louboutin แบบยาวเหนือเข่า ที่ใช้ในฉากนัดทานอาหารกลางวันที่ Milan
- ชุดเอี๊ยมจาก Jean Paul Gaultier (archival) จับคู่กับเสื้อยืดและผ้าพันคอจาก Dior ที่ใช้ในฉากก่อสร้างร้าน Dior flagship
- เสื้อจาก Dior, กางเกงจาก Jean Paul Gaultier, คอร์เซ็ตจาก Wiederhoeft และรองเท้าส้นสูงจาก Brandon Blackwood ที่ใช้ในฉากการกลับมาพบกันแบบไม่คาดคิดของ Runway
- เดรสจาก Dior, กระโปรงจาก Peter Do, รองเท้าจาก Alexander McQueen, กระเป๋าทรง box จาก Mark Cross และหมวก beret Dior วินเทจ ซึ่งใช้ในฉากงานรวมตัวของ Irv
- และเดรสจาก Rick Owens, เข็มขัดจาก Massimo Dutti, ผ้ากันเปื้อนสีเงินวินเทจ, รองเท้าส้นสูง Louboutin และเครื่องประดับจาก Gallery Lulo ที่ใช้ในงานวันเกิดของ Irv


พูดถึงลุคของ Nigel Kipling สไตล์ของเขาไม่ได้พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่กลับสะกดด้วยความประณีตในรายละเอียด ตั้งแต่ Tailoring ไปจนถึงแอ็กเซสเซอรี โดย Rogers เลือกลุคโปรดของ Nigel Kipling ออกมา 5 ลุค นั่นคือ
- แจ็กเก็ตจาก Dolce & Gabbana, กางเกงจาก Zegna, รองเท้า Paul Stuart, โบว์ไทจาก Giorgio Armani, กำไลจาก David Yurman และผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อจาก Pucci ที่ใช้ในลุคสุดท้ายของเขาที่ Milan
- สูทสามชิ้นจาก Dolce & Gabbana พร้อม Kerchief และผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อ ที่ใช้ในแฟชั่นโชว์ของดีไซเนอร์
- สูทสามชิ้นลาย Glen Plaid จาก Saville Row โดย Richard James, เสื้อเชิ้ตจาก Turnbull & Asser, เนกไทวินเทจ, กระเป๋าจาก Berluti และรองเท้าจาก Santoni ที่ใช้ในฉากประชุมที่ Dior
- ทักซิโด้สามชิ้นสั่งตัดจาก Zegna ที่ใช้ในงานกาล่าของ Runway
- และแจ็กเก็ตสี Camel จาก Tom Ford, ผ้าพันคอวินเทจ, กางเกงจาก Berwich และรองเท้าจาก Stubbs & Wootton mujใช้ในฉากเดินทางไป Milan
นับได้ว่าแต่ละลุคไม่เพียงแค่มอบสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนตัวตนและภาพลักษณ์ของเหล่าตัวละคร แต่ยังบอกเล่าถึงเส้นทางชีวิต การเติบโต และตัวตนของพวกเขาด้วย และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ไม่ใช่แค่หนังแฟชั่น แต่คือหนังที่ทำให้แฟน ๆ และผู้ชมอยากลุกขึ้นมาเป็นเวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเอง พร้อมลุคที่ใช่ และความมั่นใจแบบสับกว่าที่เคย
ใครยังไม่ได้ดู ห้ามพลาด! ไปอินกับความเริ่ดของเหล่าตัวแม่แบบเต็ม ๆ ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
